ขยายขอบเขต สร้างสีสันด้วย ‘Chromaticism’
คำอธิบายแบบเข้าใจได้ง่าย ๆ ของ Chromaticism ก็คือ การนำโน้ตที่ไม่ได้อยู่บนบันไดเสียง ไดอะทอนิก (Diatonic) มาใช้นั่นเอง โดยตัวอย่างที่คงเห็นภาพได้ชัดก็คือ หากเพลงเพลงหนึ่งอยู่ในกุญแจเสียง C เมเจอร์ บันไดเสียงไดอะทอนิกที่สัมพันธ์กับเพลงกุญแจเสียง C เมเจอร์นี้ก็ได้แก่ บันไดเสียง C เมเจอร์ (โดเรมีฟาโซลาที) ซึ่งเมื่อเทียบกับเปียโนก็คือโน้ตลิ่มขาวทั้งหมด

ดังนั้น เมื่อมองจากภาพตัวอย่างข้างต้นแล้วการใช้ Chromaticism ในที่นี้ก็คือ การนำโน้ตที่ไม่ได้อยู่บนบันไดเสียง C เมเจอร์ไดอะทอนิกมาใช้ ซึ่งก็ได้แก่โน้ตลิ่มดำที่เหลือทั้งหมดนั่นเอง

A Chromatic Approach to Jazz Melody and Harmony
By David Liebman
บทความ A Chromatic Approach to Jazz Melody and Harmony โดยDavid Liebmanเป็นบทความที่ได้กล่าวถึงการใช้ Chromaticism เอาไว้ โดยเมื่อนำเนื้อหามาสรุปแล้ว สามารถสรุปใจความได้ว่าการใช้ Chromaticism ก็คือการใช้ทำนองเสียงที่เป็น non-diatonic หรือก็คือโน้ตที่ไม่ใช่ Diatonicism มาเป็นวัตถุดิบหลักในการสร้างทำนองเพื่อสร้างสีสันให้เพลงนั่นเอง
และผมยังพบใจความท่อนหนึ่งที่น่าจะสรุปไว้ได้ครอบคลุมก็คือ “It is the coexistence of chromaticism and diatonicism which gives the improviser an endless variety of musical combinations.”(David Liebman, 2015) การใช้ Chromaticism และ Diatonicism ควบ คู่กันจะมอบความหลากหลายทางดนตรีที่ไม่มีสิ้นสุดให้กับผู้บรรเลงอิมโพรไวส์ และ Liebman ยังกล่าวไว้อีกว่า Chromaticism ไม่ได้มีไว้แทนที่ Diatonicism แต่มีไว้ใช้ควบคู่กันอย่างลงตัว
หลักการพื้นฐานของ Chromaticism ที่ Liebman กล่าวไว้ มี 2 หลักการ ได้แก่
・Superimposition
・Tension and release
Superimposition
หลักการที่นักดนตรีผู้บรรเลงอิมโพรไวส์จะคิดและได้ยินเสียงในกุญแจเสียงหรือศูนย์กลางเสียงที่ต่างกันในเวลาเดียวกันกับที่เขากำลังเล่นดนตรีในกุญแจเสียงหรือศูนย์กลางเสียงที่กำหนดมาให้
Tension and release
หลักการที่ใช้การสร้าง Tension (ความตึงเครียด) เพื่อ Release (Resolve เกลา) ไปยังทำนองที่เป็นเหมือนบ้าน (ผ่อนคลาย) ซึ่งก็เหมือนความสัมพันธ์ Dominant-Tonic ในดนตรีตะวันตก

หากยกตัวอย่างบนบันไดเสียง C เมเจอร์ไดอะทอนิก การใช้โน้ตลิ่มดำจะเป็นการสร้าง Tension (สร้าง Dissonance เสียงกระด้าง) เพื่อที่จะเกลาเข้าหาโน้ตที่ผ่อนคลาย (ห้องซ้าย) คล้ายกับการทำหน้าที่ของ Leading tone ที่เกลาเข้าหา Tonic (ห้องขวา)
Target Tone
กลายเป็นว่าโน้ตทั้ง 12 ตัวบนลิ่มเปียโนนั้นเราสามารถนำมันมาใช้ได้ทุกตัวเลย จะว่าง่ายขึ้นก็ง่ายขึ้นเพราะมันไม่มีโน้ตตัวไหนที่ใช้ไม่ได้ แต่จะว่ายากขึ้นก็ยากขึ้นเพราะจะเล่นยังไงให้มันฟังดูเพราะดี ^^” คือถ้าอยากจะให้มันฟังดูเพราะก็แน่นอนว่าไม่ใช่เราจะมั่วโน้ตตัวไหนก็ได้
ดังนั้น เมื่อเราเข้าใจ Chromaticism เข้าใจหลักของการสร้างความกระด้างเพื่อเกลาโน้ตแล้ว การเลือก Target Tone หรือโน้ตเป้าหมายที่ดีก็จะเป็นสิ่งสำคัญลำดับถัดมา
โดยเราสามารถเลือกโน้ตในคอร์ดโทนหรือโน้ตเทนชั่นที่สัมพันธ์กับคอร์ดนั้น ๆ เป็นโน้ตเป้าหมายได้หมด แต่การจะรู้ว่าโน้ตเทนชั่นตัวไหนบ้างที่ใช้ได้ ต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคอร์ดและบันไดเสียงด้วย ซึ่งหากยังไม่มีความรู้ตรงนี้ เบื้องต้นก็ลองเน้นฝึกใช้กับคอร์ดโทนดูก่อนนะครับ
ลองยกตัวอย่างด้วยคอร์ด CMaj7 นะครับ เวลาอิมโพรไวส์ก็ลองใช้โน้ตลิ่มดำเหล่านี้เกลาเข้าหาโน้ตในคอร์ดโทนตามตัวอย่างดู

ตัวอย่าง
ใช้โน้ตบนบันไดเสียงไดอะทอนิกอย่างเดียว ↓

นำหลักการ Chromaticism มาใช้ควบคู่ ↓

*โน้ตที่เป็น Chromaticism สามารถเรียกว่า Non-chord tone หรือ Non-harmonic tone ได้เช่นกัน
หวังว่าเนื้อหาโพสต์นี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ
เมื่อเราเข้าใจหลักการของ Chromaticism มันจะช่วยขยายมิติทางดนตรีของเราได้กว้างขวางขึ้นมากครับ ขอแนะนำเป็นการส่วนตัวเลย ไว้โอกาสหน้าอาจจะนำเสนอตัวอย่างอื่นๆ อีกครับ
ขอบคุณที่อ่านมาจนจบนะครับ !
ไว้จะทยอยแนะนำเกร็ดอื่น ๆ อีกเรื่อย ๆ ครับ
yo23takahashi
บรรณานุกรม;
DAVID LIEBMAN Official website. (n.d.) A Chromatic Approach to Jazz Melody and Harmony – brief overview. Retrieved Jan. 11, 2021, from https://davidliebman.com/home/ed_articles/a-chromatic-approach-to-jazz-melody-and-harmony-brief-overview/?fbclid=IwAR1aGDTV_wq_pzWbGKXLFWftCXSRrnYbFXYVxsCpVQk8PynZ9x388mzvXoY
1 thought on “ขยายขอบเขต สร้างสีสันด้วย ‘Chromaticism’”
Comments are closed.