สำหรับนักดนตรีคนไหนที่คลุกคลีกับดนตรีสมัยใหม่ ดนตรีร่วมสมัยต่างๆ คงคุ้นเคยกับคำว่า “โน้ตเทนชั่น” (Tension Note) นะครับ หรือที่เรียกกันในทางทฤษฎีดนตรีตะวันตกฉบับภาษาไทยว่า ทบเก้า ทบสิบสาม เป็นต้น
จริงๆ เรื่องนี้ถ้าใครได้ศึกษาไปถึงเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคอร์ดและบันไดเสียงแล้วคงจำกันได้ว่าคอร์ดไหนใช้โน้ตเทนชั่นอะไรได้ไม่ได้บ้าง แต่วันนี้ผมตั้งใจจะมาแนะนำเกร็ดการพิจารณาการใช้โน้ตเทนชั่นเบื้องต้นแบบง่ายๆ สำหรับใครที่ยังศึกษาไปไม่ถึงนะครับ
โน้ตเทนชั่นคืออะไร?
ก่อนอื่นเลย ขออนุญาตอธิบายคร่าวๆ สำหรับใครที่อาจจะยังไม่รู้จักนะครับ
สำหรับบทความนี้ขออนุญาตเน้นอธิบายแบบยังไม่ต้องรู้ที่มาที่ไปมาก เน้นแค่พอรู้จักว่ามันคืออะไรนะครับ เอาเป็นว่าโน้ตเทนชั่นคือโน้ตลำดับที่ 9, 11 และ 13 ของบันไดเสียงหนึ่งๆ

ขอยกตัวอย่างด้วยบันไดเสียง C เมเจอร์ก็แล้วกันครับ
สมมติเราจะสร้างคอร์ด CMaj7 จากบันไดเสียง C เมเจอร์ ตามหลักทฤษฎีดนตรีตะวันตก เราจะทบโน้ตขั้นคู่สามไปเรื่อยๆ บนบันไดเสียงโดยเริ่มจากตัว C ที่จะเป็นชื่อคอร์ด ถูกไหมครับ?

ทีนี้ หากเราทบโน้ตขั้นคู่สามต่อไปอีกเรื่อยๆ จะได้โน้ตเพิ่มมาอีก 3 ตัว (เพราะหากทบโน้ตขั้นคู่สามต่อไปอีกหนึ่งครั้ง จะไปบรรจบที่โน้ตตัว C ซึ่งซ้ำกับ Root ที่เป็นโน้ตตัวแรก)

เราจะเรียกโน้ตที่เพิ่มมาอีก 3 ตัวในลำดับที่ 9, 11, 13 นี้ว่าโน้ตเทนชั่น ซึ่งโน้ตเทนชั่นนี้ เราอาจเจอได้ทั้ง ♭9, #9 ,#11 และ ♭13 ด้วย แล้วแต่โครงสร้างบันไดเสียงนั้นๆ ที่เรานำมาใช้
และเราจะเรียกสมาชิกคอร์ดที่อยู่ในโซนของ Root(1) , 3, 5, 7 ว่า คอร์ดโทน
*หากคอร์ดนั้นเป็นคอร์ดประเภทคอร์ด 6 เช่น คอร์ด C6 : คอร์ดโทนจะเป็น 1,3,5,6 และกรณีนี้จะถือไม่มีโน้ตเทนชั่น 13 เพราะซ้ำกับตัวที่ 6 (โน้ตตัว A)
คำอธิบายความแตกต่างระหว่าง คอร์ดโทน กับ โน้ตเทนชั่น แบบเข้าใจง่ายๆ คือ
คอร์ดโทน คือส่วนที่จะสร้าง Sound พื้นฐานและทำหน้าที่ (Function) ของคอร์ด ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 หน้าที่หลักได้แก่ Tonic, Dominant และ Sub-dominant
โน้ตเทนชั่น คือ โน้ตที่สร้างสีสัน เพิ่มความเป็นไปได้ต่างๆ ในการสร้างสรรค์ทำนอง ซึ่งเอามาใช้ได้ทั้งในมิติของการสร้างเสียงประสาน หรือมิติของการนำมาแต่งทำนอง
สามารถอ่านเรื่องเกี่ยวกับ หน้าที่ (Function) ของคอร์ด ได้จาก 2 บทความนี้นะครับ

การบรรเลงในทางปฏิบัติ เราสามารถเปลี่ยนตำแหน่งโน้ตเทนชั่นได้โดยที่เรายังคงเรียกโน้ตเทนชั่นนั้นด้วยชื่อลำดับเดิม ซึ่ง 2nd = 9th / 4th = 11th / 6th = 13th
จะรู้ได้อย่างไรว่าโน้ตเทนชั่นอันไหนใช้ได้ อันไหนใช้ไม่ได้?
เอาล่ะ อธิบายไปแล้วนะครับว่าโน้ตเทนชั่นคืออะไร คราวนี้จะเข้าเรื่องหลักแล้ว
เมื่อสักครู่ผมอธิบายว่าเราสามารถนำโน้ตเทนชั่นมาใช้ได้ทั้งในมิติของการสร้างเสียงประสาน หรือมิติของการนำมาแต่งทำนอง // เบื้องต้น ผมบอกเลยว่าถ้าในมิติของการนำมาแต่งทำนอง (ซึ่งเป็นประเด็นหลักของซีรี่ส์ ‘เกร็ดการแต่งโซโล่ด้วยแนวคิดดนตรีแจ๊ส’) เราไม่ต้องกังวลว่าอันไหนใช้ได้ใช้ไม่ได้ครับ เพราะใช้ได้ทุกตัว 555 (เอ้า)
เพราะถ้าตามแนวคิดการใช้ Chromaticism ที่ผมเคยได้อธิบายไว้ในบทความก่อนๆ จะเห็นว่า เราใช้โน้ตในบันไดเสียงได้ทุกตัว แค่นั้นยังไม่พอ เรายังเอาโน้ตนอกบันไดเสียงที่เหลือทั้งหมดมาใช้ได้อีก สรุปคือโน้ตทั้งหมด 12 เสียงในระบบดนตรีสากลคือเราเอามาใช้ได้หมด 555 ขึ้นอยู่กับการจัดการของเรา
สามารถอ่านเรื่องแนวคิดการใช้ Chromaticismได้จากบทความนี้นะครับ
แต่ถ้าผมอธิบายแค่นี้มันก็จะง่ายไปหน่อย 555 ไม่ต้องกังวลนะครับ ผมไม่ได้ตัดบทจบแค่นี้ งั้นเรามาดูในมิติของการสร้างเสียงประสานก่อนแล้วกัน
การสร้างเสียงประสานที่มีโน้ตเทนชั่นประกอบ
อย่างที่ผมบอกไปตอนตั้น เรื่องนี้สำหรับใครที่เรียนดนตรีและได้ศึกษาไปถึงเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคอร์ดและบันไดเสียงแล้ว ก็คงจะรู้ที่มาที่ไป และรู้ว่าโน้ตเทนชั่นไหนเอามาใช้ประกอบได้ไม่ได้นะครับ
ตรงนี้ ผมขออนุญาตอธิบายแบบง่ายๆ สำหรับใครที่ยังศึกษาไปไม่ถึงนะครับ

เราจะยกตัวอย่างด้วยการสร้างคอร์ด CMaj7 ที่เป็นคอร์ด I บนบันไดเสียง C เมเจอร์
หากอ้างอิงบันไดเสียง C เมเจอร์ ตอนนี้เราก็รู้กันแล้วนะครับว่าเมื่อเราจะสร้างคอร์ด CMaj7 บริเวณไหนที่จะเป็นคอร์ดโทน และบริเวณไหนเป็นโน้ตเทนชั่น
ทวนอีกครั้ง
คอร์ดโทน คือส่วนที่จะสร้าง Sound พื้นฐานและทำหน้าที่ (Function) ของคอร์ด
โน้ตเทนชั่น คือ โน้ตที่สร้างสีสัน เพิ่มความเป็นไปได้ต่างๆ ในการสร้างสรรค์ทำนอง
เอาล่ะ ถ้าใครมีเครื่องดนตรี ผมอยากให้ลองบรรเลงโน้ตทั้ง 7 ตัวตามลำดับนี้ พร้อมกัน
บรรเลงพร้อมกันแล้วค้างยาวไว้ด้วยนะครับ
ผมเชื่อว่าหลายๆ คนจะต้องรู้สึกว่าเสียงที่ออกมามันฟังไม่เสนาะหูแน่ ๆ (ไม่กล้าฟันธงว่าทุกคน 555 อาจจะมีบางคนชอบก็ได้) แต่เอาเป็นว่าเชื่อว่าคนโดยส่วนใหญ่จะต้องฟังไม่เสนาะหู
ดังนั้น คราวนี้ผมอยากให้ลองกดใหม่แบบเดิมอีกครั้ง โดยตัดโน้ต F ในลำดับที่ 11 ออก

คราวนี้ฟังดูเป็นยังไงบ้างครับ? ผมเชื่อว่าหลายคนฟังแล้วจะรู้สึกมันเสนาะหูกว่าเมื่อกี๊ แล้วหากเทียบกับการบรรเลงคอร์ดโทนอย่างเดียว จะรู้สึกว่ามันมีสีสันมากกว่า
เหตุที่เมื่อเรากดโน้ต F ซึ่งเป็นโน้ตลำดับที่ 11 บนคอร์ด CMaj7 แล้วฟังดูสกปรกไม่เสนาะหู เป็นเพราะลำดับของโน้ต F นั้น รบกวนการทำงานของคอร์ดโทน ทำให้คอร์ดโทนที่ควรเป็น Sound พื้นฐาน สูญเสียบทบาทหน้าที่ของมัน โดยเราจะเรียกโน้ตเทนชั่นนี้ว่า Avoid Note
คราวนี้ทดลองบรรเลงใหม่ โดยไม่ต้องสนเรื่องลำดับ (แต่เอาโน้ต C ไว้ล่างสุดเสมอก่อนนะ)
อาจจะทดลองบรรเลงคอร์ดโทนร่วมกับ 9th หรือ 11th หรือ 13th แยกทีละตัวก็ได้
เชื่อว่า ไม่ว่าจะบรรเลงในตำแหน่งไหนอย่างไร โน้ต F ก็เป็นโน้ตที่สร้างความแปร่ง ไม่เสนาะหูให้กับคอร์ด CMaj7 มากที่สุด สรุปคือ ตามหลักทฤษฎี โน้ตเทนชั่นที่สามารถใช้ได้กับคอร์ด CMaj7 ที่เป็นคอร์ด I บนบันไดเสียงที่ทำหน้าที่ Tonic คือ โน้ต 9th และ 13th เท่านั้น ส่วน 11th ถือเป็น Avoid Note ที่ไม่ควรนำมาใช้ประกอบในการสร้างเสียงประสาน
Avoid Note
Avoid Note คือ โน้ตที่จะทำให้คอร์ดนั้นๆ สูญเสียความเป็นหน้าที่ของมันที่ควรจะเป็น
ดังนั้น การจะรู้ว่าโน้ตเทนชั่นไหนใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ ก็คือการดูเจ้า Avoid Note นี่แหละ ซึ่งถ้าให้ดีเลย เราก็ควรจะศึกษาไปถึงเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างคอร์ดและบันไดเสียงนะครับ แต่อย่างที่ผมบอกไป วันนี้จะมานำเสนอเกร็ดการหา Avoid Note เบื้องต้นแบบง่ายๆ สำหรับใครที่ยังศึกษาไปไม่ถึงนะครับ
หลักการดูก็คือ
1. โน้ตเทนชั่นนั้นสร้างขั้นคู่ ♭9 กับคอร์ดโทนหรือไม่?
(2. โน้ตเทนชั่นนั้นสร้างขั้นคู่ทรัยโทน กับคอร์ดโทนหรือไม่?)

ขั้นคู่♭9 (รวมถึงขั้นคู่♭2) เป็นขั้นคู่เสียงกระด้างที่มีโอกาสทำให้ความเป็นคอร์ดเดิมสูญเสีย
ส่วนขั้นคู่ทรัยโทน ก็เป็นขั้นคู่ที่เป็นคุณสมบัติของคอร์ด 7 โดยในกรณีของคอร์ด CMaj7 บนบันไดเสียง C เมเจอร์ การบรรเลงโน้ต F ทำให้ CMaj7 สูญเสียความเป็น Tonic ของมัน
นี่ก็เป็นเพียงหลักการดูเบื้องต้นแบบง่ายๆ นะครับ เพราะจริงๆแล้ว เรื่องนี้สัมพันธ์กับความรู้เรื่องหน้าที่ของคอร์ด (Function) และคุณภาพเสียงของหน้าที่ของคอร์ดด้วยครับ

เช่น ถ้าเป็นคอร์ด CMaj7 ที่เป็นคอร์ด I ซึ่งทำหน้าที่ Tonic ตามตัวอย่าง ด้วยตัวหน้าที่ของมัน มันควรจะมีคุณภาพเสียงที่มั่นคง การมีขั้นคู่ ♭9 หรือขั้นคู่ทรัยโทนแฝงเข้ามาจึงทำลายความมั่นคงของคอร์ดที่ควรจะเป็น
แต่ในทางกลับกัน ถ้าคอร์ดนั้นๆ เป็นคอร์ดที่ทำหน้าที่ Dominant ซึ่งโดยตัวคุณสมบัติของคอร์ดที่ทำหน้าที่นี้คือคุณภาพเสียงจะไม่สเถียรและไม่มั่นคงอยู่แล้ว ก็อาจทำให้มีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้โน้ตเทนชั่นมากขึ้น (คืออาจมีขั้นคู่ ♭9 หรือขั้นคู่ทรัยโทนอื่นซ้อนได้)
นอกจากนี้ เรื่องลำดับก็อาจมีผลด้วยเช่นกัน เช่น หากบรรเลงโน้ตเทนชั่นในตำแหน่งปกติ (เช่น 13th ในตำแหน่ง 13th) แล้วไม่มีปัญหา แต่เมื่อเราบรรเลงโน้ตเทนชั่นในตำแหน่งอื่น (เช่น 13th ในตำแหน่ง 6th) อาจทำให้กลายเป็นเข้าข่ายการเป็น Avoid Note ได้ อย่างไรต้องพิจารณาเรื่องนี้ด้วยครับ เอาเป็นว่ามันคือหลักการพิจารณาเบื้องต้นแบบง่ายๆ นะครับ สำหรับใครที่ยังไม่รู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคอร์ดและบันไดเสียงมากนัก
ทีนี้ ย้อนกลับเข้าเรื่องมิติในการแต่งทำนองอีกครั้ง แม้ผมจะบอกว่าจริงๆแล้ว เราใช้โน้ตได้ทั้ง 12 ตัว แต่หากทำนองที่เราบรรเลงนั้น เราบรรเลงแบบค้างยาว ช่วงขณะที่บรรเลงค้างยาวมันก็จะเหมือนว่าโน้ตนั้นเป็นส่วนหนึ่งของเสียงประสานถูกมั้ยครับ ดังนั้นจึงควรเลี่ยงโน้ตนี้
และนี่จึงเป็นที่มา ที่ผมให้ดูมิติของการสร้างเสียงประสานควบคู่ ซึ่งก็คือการดู Avoid Note โดยถ้าเราบรรเลง Avoid Note นั้นเร็วๆ เหมือนเป็นโน้ตผ่าน ก็ไม่มีปัญหาสำหรับการใช้ในเชิงของการแต่งทำนองเลย หรือแม้แต่ว่าถ้าเราจงใจใช้มัน ด้วยหลักการ Chromaticism เพื่อจะเกลาเข้าหาโน้ตเป้าหมาย Avoid Note นั้นก็ถือเป็นโน้ตที่ใช้ได้ครับ ต้องดูหลายๆ ปัจจัยครับ
.
.
.
วันนี้เนื้อหาอัดแน่นมาก 555 แต่ก็ยังไม่ได้ครอบคลุมรายละเอียดทั้งหมด
ถ้ามีโอกาสก็อยากให้ศึกษารายละเอียดที่ลึกกว่านี้กันครับ : )
อย่าปักใจเชื่อผมทั้งหมด และต้องหมั่นศึกษากันเองด้วยนะครับ : ) ขอบคุณครับ ✌︎
yo23takahashi
บรรณานุกรม;
ธีรัช เลาห์วีระพานิช. ทฤษฎีดนตรีแจ๊สและการอิมโพรไวส์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์พัชรดาว์, 2562.
Hisae Nakajima, Modern Jazz Piano Lesson Vol.2. Tokyo: DOREMI Music publishing, 2006.
Masahiko Satoh. THEORY Step III. Tokyo: Music College MESAR HAUS, 2012.