ว่าด้วยเรื่องหน้าที่ (Function) ของคอร์ด
คอร์ดต่างๆ ในบทเพลงล้วนมีหน้าที่ (Function)
บทเพลงในระบบ Tonality ที่มีฐานจากบันไดเสียงเมเจอร์และไมเนอร์นั้น ไม่ว่าจะเป็นเพลง Pop, Rock, R&B, T-Pop, J-Pop, K-pop ฯลฯ ล้วนมีเรื่องของ “หน้าที่” เกิดขึ้นตลอดเวลาตามที่ผมได้เคยอธิบายไว้ในบทความ [รู้ไหมว่า… คอร์ดมี “หน้าที่”] ก่อนหน้านี้นะครับ
สำหรับบทความนี้ผมทำมาเพิ่มเติมเพื่ออธิบายต่อสำหรับคนที่อาจจะเกิดความสงสัยต่อจากนั้นครับว่า แล้วทำไมคอร์ดถึงมี “หน้าที่” ได้ มันมีหน้าที่รับผิดชอบขึ้นมาได้อย่างไร มันสำคัญขึ้นมาได้อย่างไร ใครเป็นคนให้ความสำคัญ ใครเป็นคนฝากฝังหน้าที่รับผิดชอบที่แตกต่างกันกับแต่ละคอร์ด
เช่นเดิม ในบทความนี้ผมคงไม่อธิบายอะไรลึกมาก จะเน้นอธิบายเพื่อพอให้เห็นภาพนะครับ
ทดลองเล่นบันไดเสียงเมเจอร์

ก่อนจะเข้าการอธิบาย อยากให้ผู้อ่านทดลองอะไรกันดูหน่อยครับ
ลองไล่บันไดเสียงเมเจอร์ขึ้นและลงดูนะครับ เราจะลองกับบันไดเสียง C เมเจอร์ โดยเริ่มจากโน้ตตัว C ตำแหน่งไหนก็ได้ครับ ลองไล่ขึ้นไล่ลงให้ครบหนึ่งออกเตฟก่อนนะครับ [โด-เร-มี-ฟา-โซ-ลา-ที-โด / โด-ที-ลา-โซ-ฟา-มี-เร-โด] จากนั้นลองไล่ขึ้นไล่ลงช้า ๆ และสังเกตโครงสร้าง ความสัมพันธ์ระหว่างโน้ตแต่ละตัวที่เกิดขึ้น จากเสียงที่เราได้ยิน
ถัดมา เราอาจลองเล่นโน้ตต่าง ๆ ที่อยู่ในบันไดเสียงนี้ไปมาเรื่อย ๆ โดยไม่คำนึงถึงลำดับมากนัก
เมื่อทำไปทำมาเรื่อยๆ เราจะพบว่า โน้ต C เหมือนมีแรงดึงดูดที่โน้ตตัวอื่น ๆ อยากจะเคลื่อนที่เข้าหามากที่สุด โดยเป็นโน้ตที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและสมบูรณ์มากที่สุด ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้บ่งบอกว่าโน้ต C คือศูนย์กลางเสียงในบริบทที่เรากำลังบรรเลงอยู่
และการเกิดความรู้สึกถึงการมีอยู่ของศูนย์กลางเสียงนี้นี่แหละครับ จะส่งผลต่อเรื่องของหน้าที่ต่อ
แนวโน้มการเคลื่อนที่ของโน้ตในบันไดเสียง
ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้ว่าโน้ต C จะเป็นศูนย์กลางเสียงที่สร้างความสมบูรณ์มากที่สุด แต่ระหว่างทางที่เราทดลองบรรเลงโน้ตในบันไดเสียงไปมา เราอาจพบว่ายังมีโน้ตอื่น ๆ ที่มีแรงดึงดูดรองลงมา โดยเมื่อโน้ตอื่นรอบตัวโน้ตนั้น ๆ เคลื่อนที่เข้าหา จะมีความรู้สึกผ่อนคลายเกิดขึ้นเช่นกัน
ซึ่งเรื่องนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ทฤษฎีตามแบบแผนดั้งเดิมของดนตรีตะวันตกได้อธิบายไว้ โดยในทฤษฎีตามแบบแผนดั้งเดิมของดนตรีตะวันตกได้อธิบายถึงแนวโน้มการเคลื่อนที่ของโน้ตแต่ละลำดับขั้นในบันไดเสียงไว้ดังนี้

แนวโน้มการเคลื่อนที่นี้เป็นเพียงแนวโน้มเท่านั้นตามชื่อ ไม่ใช่ข้อบังคับหรือกฏเกณฑ์ตายตัว แต่ก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่จะสัมพันธ์กับบทบาทหน้าที่ของโน้ตแต่ละตัว (ตัวอย่างข้างล่างเป็นชื่อเรียกตามทฤษฎีตามแบบแผนดั้งเดิมของดนตรีตะวันตก) และส่งผลให้เกิดบทบาทหน้าที่ของคอร์ดต่าง ๆ ต่อไปเมื่อโน้ตเหล่านี้มารวมตัวกันเป็นเสียงประสาน (ทรัยแอดและคอร์ด)

เมื่อโน้ตในบันไดเสียงเหล่านี้มารวมตัวกันเป็นทรัยแอดหรือคอร์ด นอกเหนือจากเรื่องของแนวโน้มการเคลื่อนที่แล้ว จริงๆ ยังมีเรื่องของคุณภาพเสียงด้วย สำหรับใครที่เรียนทฤษฎีเบื้องต้นมาบ้างคงพอทราบว่าขั้นคู่ (โน้ต 2 แนวที่เกิดเสียงพร้อมกัน) แต่ละชนิดจะให้คุณภาพเสียงที่ต่างกันไป
| คุณภาพเสียง | ขั้นคู่ | |
|---|---|---|
| เสียงกลมกลืน | เสียงกลมกลืนแบบสมบูรณ์ | P1, P5, P8, P4 (ในบางบริบท ให้เสียงกระด้างได้) |
| เสียงกลมกลืนแบบไม่สมบูรณ์ | M3, m3, M6, m6 | |
| เสียงกระด้าง | M2, m2, M7, m7 รวมถึงพวก d, A |
|
แล้วคุณภาพเสียงในระดับขั้นคู่ก็จะส่งผลต่อคุณภาพเสียงในระดับทรัยแอดและคอร์ดต่อไป เพราะทรัยแอดและคอร์ดก็คือเสียงประสานที่เกิดจากขั้นคู่มากกว่าหนึ่งคู่ขึ้นไป
ตัวอย่างข้างต้นลงไว้ให้พอเห็นภาพเฉยๆ ถ้าใครยังเรียนไปไม่ถึงหรือไม่ทราบก็ไม่เป็นไรนะครับ อ่านดูผ่านๆ ไปได้ ตรงนี้เพียงแค่ต้องการแสดงให้เห็นว่ามันมีหลายๆ ปัจจัยเกิดขึ้นสืบเนื่องต่อกัน จนเอาเป็นว่าใดๆ ก็ตาม ทฤษฎีตามแบบแผนดั้งเดิมของดนตรีตะวันตกก็ได้รวมกลุ่มหน้าที่หลักเป็น 3 หน้าที่ด้วยกัน ได้แก่ Tonic, Sub-dominant และ Dominant
3 หน้าที่หลัก
ผมขออนุญาตยกตัวอย่างหน้าที่ของคอร์ดจาก Major Diatonic นะครับ
| หน้าที่ (Function) | คอร์ด |
|---|---|
| Tonic (T) | IMaj7, VI-7, III-7 |
| Dominant (D) | IVMaj7, II-7 |
| Sub-dominant (SD) | V7, VII°7 |
(* สำหรับคอร์ด III-7 นั้น แต่ละตำราจะระบุวิธีคิดที่แตกต่างกันไป โดยผมขออนุญาตอิงจากเนื้อหาที่ผมศึกษามาจากโรงเรียนดนตรีที่ญี่ปุ่นเมื่อปี 2014 นะครับ โรงเรียนนี้ระบุคอร์ดสามให้อยู่ในกลุ่ม Tonic ครับ)
แล้วมันก็มาสัมพันธ์กับอิมเมจของหน้าที่ตามที่ผมได้อธิบายไปในโพสต์ก่อนนะครับ
| หน้าที่ (Function) | อิมเมจของหน้าที่ (อิมเมจส่วนตัวนะครับ 555) |
|---|---|
| Tonic (T) | พระเอก และผู้ช่วยพระเอก |
| Dominant (D) | พระรอง และผู้ช่วยพระรอง |
| Sub-dominant (SD) | ตัวละครสบทบเบอร์หนึ่ง และเบอร์อื่นๆ |
โดยที่มาของอิมเมจส่วนตัวที่ผมระบุไว้ก็มาจากคุณภาพเสียงคอร์ดในแต่ละหน้าที่ครับ
| หน้าที่ (Function) | คุณภาพเสียง |
|---|---|
| Tonic (T) | มีความมั่นคง |
| Dominant (D) | มีความไม่มั่นคง ไม่เสถียร ต้องการเคลื่อนที่เสมอ |
| Sub-dominant (SD) | มีความมั่นคงอยู่บ้าง และมีความต้องการเคลื่อนที่อยู่บ้าง |
พอจะนึกภาพออกบ้างแล้วหรือยังครับ 🙂 ในขณะที่เพลงเพลงหนึ่งมันกำลังดำเนินไป มันมีเรื่องหน้าที่เหล่านี้ทำงานส่งต่อกันเพื่อขับเคลื่อนบทเพลงไปข้างหน้า (ผู้อ่านหลายคนที่ตามผมมานานอาจจะสังเกตว่าเวลาอธิบายอะไรทำนองนี้-ผมจะชอบใช้คำว่า-“ขับเคลื่อนเพลง”-มาก-555 มากกว่าใช้คำว่า “เล่นเพลง” หรือ “บรรเลงเพลง” เพราะส่วนตัวแล้วคำว่าขับเคลื่อนมันดูให้ความรู้สึกของการทำงานดีครับ มีงาน ก็มีหน้าที่ 555)
ขอย้ำอีกทีว่าเรื่องของหน้าที่พวกนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในบทเพลงที่อยู่ในระบบ Tonality นะครับ หรือที่เรียกว่าเพลงระบบโทนัล, Tonal music หรือจะคิดกลับกันก็ได้ว่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นนี้นี่แหละที่เป็นที่มาของชื่อระบบว่าระบบโทนัล นั่นก็คือเป็นระบบดนตรีที่มี Tonal Center มีศูนย์กลางเสียงนั่นเองครับ โดยเพลงในระบบอื่นๆ ก็จะมีการทำงาน มีวิธีการขับเคลื่อนเพลงที่แตกต่างกันไป
ใครสนใจว่าระบบอื่นๆ มีอะไรอีกบ้างผมเขียนชื่อคร่าวๆ ไว้ในบทความ [ทฤษฎีดนตรีคือ?] ในซีรี่ส์ทฤษฎีดนตรีตะวันตกฉบับบพกพา ลองไปอ่านกันดูได้นะครับ (และมีอีกบทความที่เก่ากว่าคือ「ทฤษฎีดนตรี」คืออะไร? เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักดนตรีหรือไม่?)
ส่วนบทความวันนี้ หวังว่าจะช่วยให้เห็นภาพที่มาที่ไปของการเกิดหน้าที่ของคอร์ดนะครับ ทั้งนี้ทั้งนั้น อยากให้มองว่าบทความนี้เป็นแค่การเปิดช่องทางการทำความเข้าใจนะครับ โดยถ้ามีโอกาสก็อยากให้ศึกษารายละเอียดที่ลึกกว่านี้กันครับ 🙂
อย่าปักใจเชื่อผมทั้งหมด และต้องหมั่นศึกษากันเองด้วยนะครับ 🙂 ขอบคุณครับ
ขอบคุณที่อ่านมาจนจบนะครับ
ไว้จะทยอยแนะนำเกร็ดอื่น ๆ อีกเรื่อย ๆ ครับ
yo23takahashi
บรรณานุกรม ;
วิบูลย์ ตระกูลฮุ้น. การประสานเสียงไดอะทอนิก. กรุงเทพฯ: ธนาเพรส, 2564.
วิบูลย์ ตระกูลฮุ้น. ทฤษฎีดนตรีตะวันตก. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2563
MESARHAUS Textbook