ผู้เขียนบทความ… Chaipat Musikarak
(*หมายเหตุ: บทความนี้ ได้คัดมาจาก ytmusicblog ซึ่งเป็น Blog ดั้งเดิมของ yo23takahashi)
จอห์น โคลเทรน (John Coltrane 1926-1967) เกิดที่เมืองแฮมเล็ต (Hamlet) มลรัฐนอร์ตคาโลไลนา (North Carolina) เริ่มเล่นอัลโต้แซ็กโซโฟน เมื่ออายุประมาณ 15 ปี โคลเทรนได้เปลี่ยนมาเล่นเทเนอร์แซ็กโซโฟนแทน ขณะที่ร่วมเล่นกับวงของ เอ็ดดี้ วิลสัน (Eddie Wilson) ในช่วงปี 1947-1948 หลังจากนั้นเขาได้ร่วมงานกับนักดนตรีแจ๊สหลาย ๆ ท่าน เช่น ดิสซี่ กิลเลสพี (Dizzy Gillespie, 1917-1993) ไมล์ส เดวิส (Miles Davis, 1926-1991) เทโลเนียส มังค์ (Thelonious Monk, 1917-1982) อาร์ต เบลคกี้ (Art Blakey, 1919-1990) และดุ๊ค เอลลิงตัน (Duke Ellington, 1899-1974)
ในช่วงท้ายของชีวิตโคลเทรน ที่มีภาพลักษณ์ที่ชัดเจนขึ้นในวงการดนตรีแจ๊ส ในฐานะผู้ผลักดัน และสนับสนุนดนตรี อวอง-การ์ด (Avant-Garde)1 โคลเทรนได้แสดงออกถึงความศรัทธาทางศาสนาถ่ายทอดมายังบทเพลงของเขาในยุคหลัง การค้นพบแนวทางการทดลองใหม่ทางดนตรีของโคลเทรนส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนนักดนตรีภายในวงดนตรีของเขา โดยยังมีเพื่อนร่วมงานเก่าจากวง John Coltrane Quartet ซึ่งสมาชิกในวงประกอบด้วย แม็คคอย ไทเนอร์ (Mccoy Tyner) จิมมี่ แกริสัน (Jimmy Garrison) และเอลวิน โจนส์ (Elvin Jones) ส่วนสมาชิกใหม่ที่เพิ่มขึ้นภายหลังประกอบด้วย นักเล่นเบส, เพอร์คัชชัน, และเบสคลาริเน็ต โดนัลด์ การ์เร็ตต์ (Donald Garrett) นักเล่นฟลุ๊ต, เพอร์คัชชั่น โจ บราซิล (Joe Brazil) และนักเล่นเทเนอร์แซ็กโซโฟน, เพอร์คัชชัน ฟาโร แซนเดอร์ส (Pharoah Sanders)
จอห์น โคลเทรน ถือได้ว่าเป็นศิลปินคนแรกของสังกัดค่าย Impulse! ที่ได้รับเงื่อนไขอิสระสูงสุด มากยิ่งกว่าการร่วมงานกับค่ายเพลงอื่น ๆ เพราะเขาสามรถสร้างสรรค์ดนตรีในรูปแบบใดก้ได้ โดยมิได้อิงทางเดินคอร์ด และแนวทำนองใด ๆ ตามที่ใจปรารถนา ซึ่งผลพวงที่ตามมานั้นกลับกลายเป็นผลงานล้ำค่าที่ดำรงอยู่เหนือกาลเวลาอย่างไม่ต้องสงสัย ที่โลกต้องจดจำ และให้การยอมรับกับฝีมือการสร้างสรรค์โดยไร้ซึ่งขอบเขตของเขา
ผลงานชุด Om ซึ่งได้ออกกับสังกัดค่าย Impulse!2 ซึ่งชื่อบทเพลงเป็นชื่อเดียวกับชื่ออัลบั้ม โดยมี บ๊อบ ธีล (Bob Thiele) ทำหน้าที่เป็นโพรดิวเซอร์ ซึ่งอัลบั้ม Om ได้แบ่งเป็นสองช่วง (Part I, Prat II)3 ซึ่งมีบรรยากาศกลิ่นอายตะวันตกที่ซ่อนเร้นอยู่กับเสียงที่โคลเทรนได้วาดลวดลายที่เป็นอิสระ ไร้แบบแผน ที่ลึกซึ้งเข้าไปถึงก้นบึ้งจิตใต้สำนึกในจิตวิณญาณ ความรัก ความศรัทธา ความเชื่อ ที่ความเคารพต่อพระผู้เป็นเจ้า
ใน Part I (00.00) ของบทเพลงหลังจากที่เสียงกลุ่มเครื่องเพอร์คัชชัน(Percussion)ได้บรรเลงผ่านได้สักครู่ ก็ได้เข้าสู่เสียงร้องที่สวดเพื่อบูชาสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า
“Rites that the Vedas ordain, and the rituals taught by the scriptures
All these am I, and the offering made to the ghosts of the fathers
Herbs of healing and food, the mantram, the clarified butter:
I the oblation and I the flame into which it is offered
I am the sire of the world, and this world’s
mother and grandsire I am He who awards to
each the fruit of his action:I make all things clean
I am Om”4
โดยที่มีกลุ่มเครื่องเพอร์คัชชันคอยบรรเลงสร้างบรรยากาศเป็นพื้นหลัง เพื่อคอยสนับสนุนคำร้อง พอสิ้นสุดเสียงร้องได้ไม่นานนัก ก็ได้เข้าสู่ท่อน Ensemble improvisation ด้วยซุ่มเสียงที่คลุมเครือ แหบพร่า จนกระทั่งจางหายไป กลับกลายมาเป็นการวาดลวดลายด้วยน้ำเสียงเทเนอร์ แซ็กโซโฟนอันแหบพร่าของโครเทรน ที่เปรียบเสมือนการสวดวิงวอนโดยเครื่องดนตรี โดยมีเสียงเปียโนจากปลายนิ้วไทเนอร์ คอยเล่นเป็นพื้นหลังที่เป็นเอกลักษณ์ซุ้มเสียงเฉพาะตัวของไทเนอร์ เสียงกลองจากโจนส์ระรัวย้ำมาอย่างไม่ขาดสายเพื่อคอยทำหน้าที่สนับสนุนโคลเทรน และไทเนอร์ โคลเทรนสร้างเสียงแหบพร่า ที่เต็มไปด้วยความดุดัน มีความสุดโต่ง ไม่เสแสร้ง ที่บรรเลงออกมาจากข้างในด้วยความศรัทธาเกินจะสามารถจับต้องได้ ไทเนอร์ และโจนส์มีการสร้างความหนาแน่นของเสียง หลังจากนั้นได้มีเสียงร้องแทรกขั้นมาว่า “Om…” และเสียงเพอร์คัชชัน แทรกเข้ามาสนับสนุนเพื่อสร้างสีสัน และความหนาแน่นของเสียงเพื่อจะส่งเข้าสู่ท่อน Piano improvisation ต่อไป
นาทีที่ 11.13 เสียงที่เกิดจากปลายนิ้วของไทเนอร์ที่ส่งไปยังกลไกการทำงานของเครื่องเปียโน ด้วยซุ่มเสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมือขวาของไทเนอร์มีการเล่นอย่างอิสระ มีการคั่นสลับกับการย้ำโน้ตซ้ำ ๆ กับโน้ตที่วิ่งไปบนลิ่มเปียโน ขณะที่มือซ้ายยังมีจังหวะ (Rhythm) ที่ยังพอให้ผู้ฟังสามารจับต้อง และเข้าถึงได้ ยังได้มีการสอดแทรกการใช้บันไดเสียงที่ทำให้รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายของซีกโลกตะวันออก เสียงระรัวกลองจากโจนส์ กับกลุ่มเพอร์คัชชันได้บรรเลงสนับสนุนเป็นพื้นหลังอย่างไม่ขาดสาย หลังจากนั้นได้ไม่นานเสียงเบสจากปลายนิ้วการ์ริสันได้สอดแทรกเด่นขึ้นมา เคล้าคลอด้วยเสียงเบสคลาริเน็ตที่คล้าเสียงแพะจากการ์เร็ต
Part II นาทีที่ (15:03) เสียงเบสที่เด่นชัด ที่เคล้าคลอด้วยเสียงเบสคลาริเน็ต และเสียงพื้นหลังที่สร้างบรรยากาศอันความโหยหวน โดยที่ยังมีโน้ต และจังหวะที่เกิดความหนักแน่น ชัดเจนจากแกร์ริสันที่คอยตอกย้ำให้ผู้ฟังยังสามารถจับต้องได้ในช่วงต้น หลังจากนั้นได้ไม่นาน แกรร์ริสันก็สร้างซุ่มเสียงที่มีความโหยหวนหวนพิศวง แผ่วเบา และเยือกเย็น โดยมีเสียงบรรเลงจากการ์แร็ต และบราซิลที่คอยชักนำ หลังจากนั้นได้ไม่นาน ซุ่มเสียงอันเป็นเอกลักษณ์จากปลายนิ้วของไทเนอร์ได้กลับมาอีกครั้ง โดยคอยสร้างพื้นหลังโดยการสร้างเสียงที่ค้างยาวไว้เพื่อคอยสนับสนุนวง เสียงกลองที่เกิดจากการหวดของโจนส์ยังคงระรัวอยู่เช่นเคย และมีท่าทีที่จะเพิ่มความรุนแรง และเดือดดาลขึ้น ไทเนอร์โต้ตอบความเดือดดลาของโจนส์โดยการเล่นโน้ตที่เพิ่มขึ้น โดยที่ยังมีเสียงจากแซนเดอร์ส การ์เร็ต และบราซิลคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และมีท่าทีว่าจะเดือดดาลขึ้นด้วยเช่นกัน
นาทีที่ 20:20 เสียงกลองของโจนส์ได้ทวีคูนความเดือดดาลขึ้นเรื่อย ๆ ควบคู่ไปกับการสั่นระรัวของเพอร์คัชชัน ทันใดนั้นเสียงอันเกรี้ยวกราดของโคลเทรนได้กลับมาอีกครั้ง โดยมีเสียงจากลายนิ้วของไทเนอร์คอยสอดรับอยู่เช่นเดิม โคลเทรนได้มีการย้ำโน้ตที่มีความหนักแน่น พ่นเสียงที่ทวีความรุนแรง ชัดเจน เด็ดขาด ดุดัน และหนักหน่วงขึ้น โดยมีเสียงกลอง และเปียโนคอยเร้า และทวีความรุนแรงขึ้นเป็นพื้นหลัง เพื่อจะส่งเข้าสู่ท่อน Ensemble improvisation อีกครั้ง
นาทีที่ 23:06 ได้กลับเข้าสู่ท่อน Ensemble improvisation อีกครั้ง โดยซุ่มเสียงที่ดุดัน แหบพร่า ไทเนอร์ โจนส์ และนักดนตรีท่านอื่น ๆ ได้สร้างซุ่มเสียงที่มีความหนาแน่นขึ้น เกินกว่าจะจับต้องได้ ที่เต็มไปด้วยความดุดัน สุดโต่ง และไม่เสแสร้ง ทุกอย่างเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง เมื่อทุกอย่างเดือดดาลถึงขีดสุดหลังจากนั้นก็ได้มีการค่อย ๆ แผ่วเบาลงโดยมีเสียงสอดรับจากเพอร์คัชชัน และเสียงสั่น ๆ ที่คลอด้วยคำว่า “Om…” หลังจากนั้นก็ตัดเข้าสู่บทสวดดังที่ได้กล่าวมายังช่วงต้นเพลงอีกครั้ง หลังจากนั้นได้มีการทวีความรุนแรงขึ้นมาอีกครั้ง เป็นช่วงสั้น ๆ โดยยังมีการร้องคำว่า “Om” เป็นพื้นหลังอยู่ เสียงกระแทกกลองของโจนส์ได้นำพาสมาชิกทุกท่านในวงมาเดือดดาลอีกครั้งในช่วงสั้นๆ หลังจากนั้นก็จบลงด้วยเสียงเพอร์คัชชันที่ยังคงให้รู้สึกถึงกลิ่นอายของดนตรีตะวันออก ดั่งช่วงเริ่มต้นของบทเพลง
“จอห์น โคลเทรน ได้ปลดพันธะสัญญาตัวเองออกจากร่าง เพื่อให้ดวงวิญญาณอันยิ่งใหญ่ที่มอบความรัก และศรัทธาในฐานะคล้ายธรรมถึก นักเทศน์ผุ้เปล่งบทสวดด้วยลีลาแจ๊สให้อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าแล้ว ทิ้งไว้แต่บทสวดมากมายหลายบท อันเป็นเสียงแห่งรัก และศรัทธา เพื่อประกาศก้องสัจธรรมอันคสรถือครอง ให้กับคนแจ๊สไปตลอดกาล”5
.
.
.
Chaipat Musikarak
- Avant-Garde ซึ่งหมายความว่าผู้ที่มีความคิดก้าวหน้า หรือ หัวก้าวหน้า สามารถแยกออกได้สองสายคือ สายทางฝั่งยุโรป และฝั่งสหรัฐอเมริกา บางครั้งอาจมีเรียกนักแต่งเพลง Experimental ฝั่งสหรัฐฯ ว่าเป็นพวก Avant-Garde ด้วยเหมือนกัน : อติภพ ภัทรเดชไพศาล pp.63 ↩︎
- IMP-88142 (AS-9140) ↩︎
- หากยึดตาม Vinyl Record จะแยกได้เป็นPart I (15:02) และ Part II (13:58) หากยึดตาม Cd Audio (28:56) : ผู้เขียน ↩︎
- https://genius.com/John-coltrane-om-lyrics ↩︎
- จิรภัทร อังศุมาลี กล่าวไว้ใน สิเหร่. แจ๊ซวิถี. (กรุงเทพฯ: มติชน, 2550): 273 ↩︎
บรรณานุกรม;
สิทธิกุล บุญอิต. “จิตวิญญาณและผลงานของ จอห์น โคลเทรน ช่วงยุค Free Jazz.” วารสารดนตรีรังสิต 1 (ธันวาคม 2549)
สิเหร่. แจ๊ซวิถี. กรุงเทพฯ: มติชน, 2550.
อติภพ ภัทรเดชไพศาล. เสียงของอิสรภาพ John Cage กับ Experimental Music. กรุงเทพฯ: Blacklist, 2557.
อนันต์ ลือประดิษฐ์. Jazz อิสรภาพทางดนตรีของมนุษย์ชาติ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เนชั่น, 2545.
Coltrane, John. “Om.” New York: Impulse! Records, 1968 (Sound Recording)